Jan
05
ทรัมป์ขู่ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” เพื่อโครงการสร้างกำแพง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว อาจนานเป็นเดือน “หรือเป็นปี” และพร้อมประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เพื่อให้โครงการก่อสร้างกำแพงเกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันศุกร์ ภายหลังเสร็จสิ้นการพบหารือกับครั้งใหม่กับแกนนำของพรรคเดโมแครต คือนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายชัค ชูเมอร์ แกนนำเสียงข้างน้อยของในวุฒิสภา ย้ำว่า “ความปลอดภัยและความมั่นคงตามแนวพรมแดน” ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตามแนวพรมแดนทางตอนใต้ที่ติดกับเม็กซิโก ซึ่งในตอนนี้ “อันตรายและเป็นหายนะ” จากการที่คาราวานผู้อพยพผิดกฎหมาย แก๊งค้ายาเสพติดและขบวนการค้ามนุษย์ยังคงพยายามลักลอบข้ามพรมแดน

แม้ทรัมป์กล่าวว่าการพบหารือกับเปโลซีและชูเมอร์ครั้งล่าสุด “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์” แต่เตือนว่าภาวะชัตดาวน์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ปีที่แล้ว “จะยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น” ซึ่งอาจนานเป็นเดือน “หรือเป็นปี” แต่หวังว่าจะไม่นานขนาดนั้น  อย่างไรก็ตาม เขาได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว ที่รวมถึงการใช้อำนาจพิเศษประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เพื่อเดินหน้าโครงการก่อสร้างกำแพง ผู้นำสหรัฐยืนกรานว่า หนทางเดียวที่จะสามารถแก้ไขวิกฤติดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วที่สุด คือ “การมีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง” ตลอดแนวพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโก ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างด้วยคอนกรีตหรือเหล็ก และเขาจะไม่มีทางลงนามในแผนงบประมาณฉบับใดก็ตาม ที่ไม่มีงบประมาณสร้างกำแพงรวมอยู่ หรือ “ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” ( ราว 160,000 ล้านบาท )

ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมาก ผ่านร่างแผนงบประมาณระยะสั้นให้แก่รัฐบาลกลางจนถึงวันที่ 8 ก.พ. นี้ แต่งบประมาณด้านความมั่นคงพรมแดนอยู่ที่เพียง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 41,600 ล้านบาท ) ที่เปโลซีกล่าวว่าต้องไม่ใช่การนำไปสร้างกำแพง ซึ่งเธอมองว่า “ไม่มีประสิทธิภาพและผิดศีลธรรม” อีกทั้งเป็นงบประมาณที่ “สูญเปล่า” เนื่องจากรัฐบาลเม็กซิโกไม่มีทางจ่ายเงินส่วนนนี้ให้อยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากยังคงปฏิเสธพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้การชัตดาวน์ในตอนนี้ยังดูเหมือนส่งผลกระทบในวงจำกัด เพราะตำแหน่งงานใหม่ด้านสาธารณสุขและการศึกษาเพิ่มขึ้นอีก 82,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2555 แต่นายเควิน แฮสเซ็ตต์ ประธานสภาที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของทำเนียบขาว กล่าวว่าการที่ตัวเลขยังอยู่ในทิศทางบวก เป็นเพราะภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นช่วงปลายเดือน แต่สถานการณ์ของตลาดแรงงานในเดือนม.ค. จะได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอน.